anitech ก้าวสู่ปีที่ 22 ผนึก TikTok Shop รุกตลาดออนไลน์
anitech (แอนิเทค) แบรนด์สินค้าเทคโนโลยีและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค (Consumer Electronics) ที่มีอยู่ในทุกครัวเรือน และในทุกสำนักงานทั่วประเทศ ภายใต้ บริษัท สมาร์ท ไอดี กรุ๊ป จำกัด เดินหน้ารุกตลาดรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิทัล ประกาศความร่วมมือกับ TikTok Shop เพื่อขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าออนไลน์และสร้างการรับรู้แบรนด์ให้เข้าถึงผู้บริโภคทุกกลุ่มไลฟ์ส ไตล์ พร้อมเปิดรับ Content Creator และ Affiliate ทั่วประเทศเข้าร่วมเครือข่ายการจำหน่ายสินค้าผ่านระบบ TikTok Shop Affiliate ตั้งเป้า 6,000 รายภายในปี 2569 และเพิ่มเป็น 10,000 รายภายในปี 2571 ควบคู่กับการเสริมความแข็งแกร่งของช่องทางออฟไลน์และเครือข่ายดีลเลอร์ทั่วประเทศ ภายใต้กลยุทธ์ Omni-Channel ที่เชื่อมโอกาสทางธุรกิจจากทั้งสองช่องทางเข้าด้วยกัน

ในโอกาสก้าวเข้าสู่ปีที่ 22 ของการดำเนินธุรกิจ anitech ยังตอกย้ำความแข็งแกร่งในฐานะแบรนด์ที่มีผลิตภัณฑ์กลุ่ม Consumer Electronics ขนาดเล็กให้เลือกอย่างหลากหลาย โดยมีสินค้าครอบคลุมกว่า 1,000 SKU ในหลากหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์ อย่างไร้ขีดจำกัด ซึ่งถือเป็นหนึ่งในจุดแข็งสำคัญของแบรนด์ โดยได้ส่งมอบสินค้าไปแล้วกว่า 20 ล้านชิ้น และตั้งเป้าการส่งมอบสินค้า 25 ล้านชิ้นภายในปี 2571 ครอบคลุมทั้งตลาดไทย เมียนมา กัมพูชา ลาว และเวียดนาม รวมถึงตลาดอื่น ๆ ในภูมิภาคอาเซียน พร้อมเตรียมขยายโอกาสทางการค้าสู่ประเทศใหม่ ๆ ในอนาคต โดยมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่กว่า 100 SKU ในแต่ละปี และเดินหน้าสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ บริษัทยังเดินหน้ากลยุทธ์ Character Marketing ด้วยการเปิดตัวสองคาแรคเตอร์ใหม่ ได้แก่ Cat Company ผลงานสร้างสรรค์ฝีมือ คนไทย และ Miffy คาแรคเตอร์สุดน่ารักจากเนเธอร์แลนด์ ต่อยอดจากคาแรคเตอร์ในตำนานอย่าง Snoopy จากฝั่งอเมริกา ที่มาพร้อมความโดดเด่นด้านดีไซน์ เพื่อขยายฐานสู่ลูกค้ากลุ่มไลฟ์สไตล์มากยิ่งขึ้น พร้อมเผยทิศทางธุรกิจระยะยาวที่มุ่งสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับบริษัทต่างประเทศ เพื่อเปิดรับเทคโนโลยี องค์ความรู้ และโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ โดยให้ความสำคัญกับการเติบโตอย่างมั่นคงและการสร้างระบบบริหารจัดการ ที่สามารถส่งต่อธุรกิจสู่คนรุ่นต่อไปได้อย่างยั่งยืน

ผนึก TikTok Shop ขับเคลื่อนธุรกิจยุค Social Commerce พร้อมสร้างเครือข่าย Affiliate ทั่วประเทศ
คุณโธมัส-พิชเยนทร์ หงษ์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สมาร์ท ไอดี กรุ๊ป จำกัด เจ้าของแบรนด์ anitech กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา anitech เติบโตจากความมุ่งมั่นในการพัฒนาสินค้าเทคโนโลยีที่มีคุณภาพ ดีไซน์สวยงาม และตอบโจทย์การใช้งานจริงของผู้บริโภค จนวันนี้เรากำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 22 พร้อมผลิตภัณฑ์มากกว่า 1,000 SKU ในหลากหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์ และมียอดการส่งมอบสินค้ากว่า 20 ล้านชิ้นในหลายประเทศ ทั้งนี้จึงสะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์มาอย่างต่อเนื่อง โดยพบว่า anitech มีอยู่ในทุกครัวเรือนและทุกสำนักงานทั่วประเทศ โดยผู้บริโภคหลายรายใช้ผลิตภัณฑ์ anitech มาเป็นระยะเวลาเกินกว่า 10 ปี เพราะสิ่งที่ anitech ยึดมั่นมาโดยตลอด ไม่ใช่เพียงคุณภาพและดีไซน์ของผลิตภัณฑ์ แต่รวมถึงความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค ผ่านการปฏิบัติตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ข้อกำหนดและกฎหมายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ มอก. และ กสทช.

ตลอดจนการดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใสและปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านภาษีอย่างถูกต้อง เพราะเราเชื่อว่าความไว้วางใจของผู้บริโภค คือรากฐานสำคัญของการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน อย่างไรก็ตาม ในโลกที่พฤติกรรมผู้บริโภคและเทคโนโลยี เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เราตระหนักดีว่าความสำเร็จในอดีตไม่ใช่สิ่งที่จะรับประกันการเติบโตในอนาคตได้ แบรนด์จึงต้องไม่หยุดพัฒนา ทั้งในด้านสินค้า ช่องทางการจำหน่าย และรูปแบบการสื่อสารกับผู้บริโภค”

“การขยายช่องทางจำหน่ายผ่าน TikTok Shop จึงเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ anitech เพราะวันนี้การซื้อสินค้าไม่ได้เริ่มต้นจากการค้นหาผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่ผู้บริโภคจำนวนมากค้นพบสินค้าใหม่จากคอนเทนต์ วิดีโอสั้น การรีวิว และการแนะนำของครีเอเตอร์ที่ตนเองติดตาม และ ในอนาคต AI จะเข้ามามีบทบาทกับนักชอปปิ้งในการแนะนำสินค้าแทนเรา ดังนั้น แพลตฟอร์มนี้ยิ่งมีศักยภาพในการเชื่อมโยงความบันเทิงกับการซื้อสินค้า หรือ Shoppertainment ได้อย่างเป็นธรรมชาติ และเป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้ผู้บริโภครู้จักสินค้า anitech ในมุมมองที่หลากหลายยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การเรียน การใช้ชีวิตภายในบ้าน หรือไลฟ์สไตล์ส่วนตัว”

ภายใต้กลยุทธ์ดังกล่าว anitech จึงเริ่มมีการปรับตัวตั้งแต่หลายปีที่มีกระแสการเข้ามาของ AI นอกจากการนำ AI เข้าไปใช้ในระบบบริหารจัดการภายในบริษัทแล้ว ยังได้ทำการสร้างเครือข่าย Content Creator และ Affiliate เพื่อร่วมขับเคลื่อนการรับรู้แบรนด์และยอดขายผ่าน TikTok Shop โดยเปิดโอกาสให้ผู้สนใจจากทั่วประเทศเข้าร่วมสร้างสรรค์คอนเทนต์ รีวิวสินค้า และแนะนำผลิตภัณฑ์ผ่านระบบติดตะกร้า โดยมีสินค้ามากกว่า 1,000 SKU ในหลากหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์ เป็นหนึ่งในจุดแข็งที่ช่วยเปิดโอกาสให้ครีเอเตอร์เลือกนำเสนอสินค้าได้ตรงกับความสนใจและกลุ่ม ผู้ติดตามของตนเอง ตั้งแต่กลุ่มเทคโนโลยี อุปกรณ์การทำงาน ไปจนถึงสินค้าไลฟ์สไตล์และคาแรคเตอร์คอลเลกชัน

“เราไม่ได้ต้องการสร้างเครือข่าย Affiliate เพื่อเพิ่มจำนวนผู้ขายเท่านั้น แต่ต้องการสร้างระบบนิเวศของครีเอเตอร์ หรือ Creator Ecosystem ที่สามารถเติบโตไปพร้อมกับแบรนด์ได้ในระยะยาว จากเมื่อก่อนช่องทางการจำหน่ายต้องมีพนักงานขายหน้าร้าน แต่ปัจจุบันอาศัยแค่คน 1 คนกับมือถือหรือแท็บเล็ต 1 เครื่อง ก็สามารถขายสินค้าได้ทันที ทำให้ปัจจุบัน anitech มีเครือข่าย Affiliate รวม 4,800 ราย โดย anitech ตั้งเป้าสร้างเครือข่าย Affiliate ให้ได้ 6,000 ราย ภายในปีนี้ และเพิ่มเป็น 10,000 ราย ภายในปี 2571 เพราะเราเชื่อว่า ครีเอเตอร์แต่ละคนมีความสามารถในการบอกเล่าเรื่องราวของสินค้าแตกต่างกัน และการที่ anitech มีสินค้ามากกว่า 1,000 SKU ในหลากหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์ จะช่วยให้เราสามารถทำงานร่วมกับครีเอเตอร์ได้หลากหลายกลุ่มมากขึ้น และทำให้การส่งมอบสินค้ากว่า 25 ล้านชิ้นสามารถสำเร็จได้ตามเป้าหมายในปี 2571 ซึ่งเราอยากเห็นสินค้าของ anitech ถูกถ่ายทอดผ่านมุมมองและไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกัน เพื่อให้ผู้บริโภคค้นพบสินค้า ที่เหมาะกับตัวเองได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันก็ช่วยสร้างโอกาส สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ในยุคที่งานอาจจะหาได้ยาก ให้กับผู้ที่มีความสามารถในการสร้างคอนเทนต์ ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการสร้างรายได้ให้กับครีเอเตอร์ ทั่วประเทศอีกด้วย”

อย่างไรก็ตาม anitech ยังคงให้ความสำคัญกับช่องทางจำหน่ายออฟไลน์และเครือข่ายดีลเลอร์ที่เป็นพันธมิตรสำคัญของแ บรนด์มาอย่างต่อเนื่อง โดยมองว่าการเติบโตของช่องทางออนไลน์จะช่วยสนับสนุนการรับรู้และสร้างโอกาสในการจำหน่า ยสินค้าผ่านร้านค้าออฟไลน์มากยิ่งขึ้น
“เราเชื่อว่า Online และ Offline ไม่ได้เป็นคู่แข่งกัน แต่เป็นช่องทางที่สามารถสนับสนุนซึ่งกันและกันได้ ผู้บริโภคอาจรู้จักสินค้าของเราผ่าน TikTok แต่เลือกไปซื้อที่ร้านค้าหรือดีลเลอร์ใกล้บ้าน ขณะที่ผู้บริโภคที่เคยซื้อสินค้าจากร้านค้าออฟไลน์ก็อาจกลับมาติดตามคอนเทนต์และค้นพบผลิตภั ณฑ์ใหม่ ๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ได้เช่นกัน ดังนั้น ยิ่งเราสร้างการรับรู้แบรนด์ได้มากเท่าไร ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสในการสร้างยอดขายให้กับพันธมิตรออฟไลน์ของเราได้มากขึ้นเท่านั้น เราจึงมองว่ากลยุทธ์ Omni-Channel จะเป็นอีกหนึ่งรากฐานสำคัญของการเติบโตที่แข็งแกร่งในระยะยาว”

เดินหน้า Character Marketing สนับสนุนคาแรคเตอร์ไทย พร้อมต่อยอดแบรนด์สู่ระดับสากล
อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่ anitech เดินหน้าควบคู่กับการขยายช่องทางจำหน่าย คือ Character Marketing ซึ่งบริษัทได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง เริ่มจาก Snoopy แห่ง PEANUTS ที่ร่วมเดินทางกับแบรนด์เข้าสู่ปีที่ 4 ตามด้วยคาแรคเตอร์จาก Sanrio ในปี 2567 ก่อนขยายอีกครั้งในปี 2569 ด้วย Cat Company คาแรคเตอร์ฝีมือคนไทย และ Miffy คาแรคเตอร์ระดับไอคอนิกจากเนเธอร์แลนด์ ซึ่งจะเข้ามาเติมสีสันใหม่ให้กับสินค้า anitech ในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ กลยุทธ์ดังกล่าวสะท้อนแนวคิดในการนำความคิดสร้างสรรค์และเสน่ห์ของคาแรคเตอร์มาตีความผ่า นการออกแบบผลิตภัณฑ์เทคโนโลยี เพื่อเพิ่มคุณค่าทางอารมณ์และสร้างความผูกพันระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค โดยยังคงยึดมั่นในมาตรฐานด้านคุณภาพ ฟังก์ชัน และการใช้งานจริงที่ anitech ให้ความสำคัญมาโดยตลอด
คุณโธมัส-พิชเยนทร์ หงษ์ภักดี กล่าวเพิ่มเติมว่า “เราเชื่อว่าสินค้าเทคโนโลยีในปัจจุบันไม่จำเป็นต้องมีเพียงฟังก์ชันที่ดีเท่านั้น แต่สามารถเป็นสิ่งที่สะท้อนบุคลิก ความชอบ และตัวตนของผู้ใช้งานได้ Character Marketing จึงเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยเพิ่มความแตกต่างและสร้างความรู้สึกเชื่อมโยงระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภคได้อ ย่างมีประสิทธิภาพ”

“การร่วมงานกับ Cat Company เป็นอีกหนึ่งความตั้งใจของเราในการสนับสนุนความคิดสร้างสรรค์ของคนไทย และเปิดโอกาสให้ผลงานของ นักสร้างสรรค์ไทยเข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างขวางยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ความร่วมมือกับ Miffy ซึ่งเป็นคาแรคเตอร์ที่มีเอกลักษณ์ของประเทศเนเธอร์แลนด์และได้รับความนิยมในระดับสากล ก็เป็นอีกก้าวที่สะท้อนถึงศักยภาพของ anitech ในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ร่วมกับพันธมิตรจากต่างประเทศ เราต้องการนำเสน่ห์ของแต่ละคาแรคเตอร์มาถ่ายทอดผ่านดีไซน์ที่มีสีสันและความแตกต่าง แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือ ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นต้องใช้งานได้จริงและมีคุณภาพตามมาตรฐานที่ anitech ยึดถือมาตลอดกว่า 20 ปี”
นอกจากนี้ ด้วยความหลากหลายของผลิตภัณฑ์มากกว่า 1,000 SKU และการพัฒนาสินค้าใหม่กว่า 100 SKU ต่อปี anitech ยังมองว่า Character Marketing จะสามารถต่อยอดสู่การสร้างสรรค์คอลเลกชันและผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มใหม่ผ่านความร่วมมือกับครีเอเตอร์และชุมชนผู้ชื่นชอบ คาแรคเตอร์บนแพลตฟอร์มออนไลน์

ต่อยอดรากฐานธุรกิจไทย สู่แบรนด์เทคโนโลยีไลฟ์สไตล์ที่พร้อมแข่งขันในระดับภูมิภาค
ด้วยประสบการณ์การดำเนินธุรกิจกว่า 2 ทศวรรษ ฐานผลิตภัณฑ์มากกว่า 1,000 SKU ในหลากหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์ มียอดการส่งมอบสินค้ากว่า 20 ล้านชิ้น และการขยายตลาดไปยังประเทศเพื่อนบ้าน anitech ตั้งเป้าต่อยอดจุดแข็งเดิมด้วยกลยุทธ์ใหม่ ทั้งการขยายช่องทางจำหน่ายผ่าน Social Commerce การสร้างเครือข่าย Creator Ecosystem การพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ่าน Character Marketing และการสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับบริษัทต่างประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

คุณโธมัส-พิชเยนทร์ หงษ์ภักดี กล่าวทิ้งท้ายว่า “ตลอด 22 ปีที่ผ่านมา anitech ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพของแบรนด์ในการพัฒนาสินค้าเทคโนโลยีที่มีคุณภาพและได้รับความไ ว้วางใจจากผู้บริโภคในหลายประเทศ แต่สำหรับเรา ความสำเร็จที่ผ่านมาเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของโอกาส ใหม่ๆ เรามุ่งนำความแข็งแกร่งที่สั่งสมมากว่าสองทศวรรษมาต่อยอดด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และความร่วมมือกับพันธมิตรระดับนานาชาติ เพื่อยกระดับ anitech สู่การเป็นแบรนด์เทคโนโลยีไลฟ์สไตล์ ที่สามารถแข่งขันในระดับสากล โดยยังคงยึดมั่นในคุณภาพและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค พร้อมขับเคลื่อนองค์กรภายใต้แนวคิด ‘คิดอย่างสตาร์ทอัพ ดำเนินธุรกิจอย่างเอสเอ็มอี และบริหารจัดการด้วยมาตรฐานบริษัทมหาชน’ เพื่อวางรากฐานการเติบโตที่แข็งแกร่งและยั่งยืนในระยะยาว” ช่องทางการซื้อ https://s.shopee.co.th/5LCsiQijjo

