ประชาสัมพันธ์

CAAT ขับเคลื่อนการใช้อากาศยานรูปแบบใหม่ เพิ่มทางเลือกขนส่ง เชื่อมพื้นที่ห่างไกล ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน พร้อมเป็นเจ้าภาพ AAM 2026 ปลายปีนี้

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) เดินหน้าเตรียมความพร้อมรองรับการขนส่งทางอากาศรูปแบบใหม่ หรือ Advanced Air Mobility (AAM) เพื่อเพิ่มทางเลือกในการขนส่งสินค้าและการเดินทางของประชาชน โดยเริ่มจากการขนส่งสินค้าภายในประเทศ โดยเฉพาะภารกิจด้านการแพทย์และสาธารณสุข ควบคู่กับการพัฒนากฎระเบียบ มาตรฐานการรับรอง และระบบนิเวศที่เกี่ยวข้อง พร้อมต่อยอดการเป็นเจ้าภาพจัดงาน AAM 2026 ให้เป็นเวทีสร้างความร่วมมือระดับนานาชาติและเปิดโอกาสด้านการลงทุนในอุตสาหกรรมการบินแห่งอนาคต

พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า“เป้าหมายสำคัญของการพัฒนา AAM คือการนำเทคโนโลยีการบินมาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะการเพิ่มโอกาสให้คนในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงบริการที่จำเป็นได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น การขนส่งยา เวชภัณฑ์ และตัวอย่างทางการแพทย์ เป็นจุดเริ่มต้นที่แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีนี้สามารถสร้างประโยชน์ต่อประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม CAAT จึงมุ่งวางรากฐานให้เกิดการใช้งานอย่างเหมาะสม ตั้งแต่กฎระเบียบ มาตรฐาน ไปจนถึงความพร้อมของผู้ให้บริการและโครงสร้างพื้นฐาน โดยทุกขั้นตอนต้องมีความปลอดภัยเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อให้การพัฒนาไปสู่การขนส่งสินค้าและผู้โดยสารในอนาคตเกิดขึ้นบนพื้นฐานของความเชื่อมั่น”

AAM เป็นการนำเทคโนโลยีอากาศยานรูปแบบใหม่มาใช้รองรับการขนส่งทั้งสินค้าและผู้โดยสาร ซึ่งมีศักยภาพในการเพิ่มทางเลือกด้านโลจิสติกส์ ลดต้นทุนและระยะเวลาในการเดินทาง ตลอดจนเข้าถึงพื้นที่ห่างไกลหรือพื้นที่ที่เดินทางได้ยาก เช่น พื้นที่ภูเขา เกาะ หรือบริเวณที่มีภูมิประเทศซับซ้อน รวมถึงสามารถเชื่อมต่อกับระบบขนส่งรูปแบบอื่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางและการกระจายสินค้าในอนาคต

สำหรับการดำเนินงานในระยะแรก CAAT ได้จัดทำกฎหมาย หลักเกณฑ์ และแนวทางการอนุญาตสำหรับการขนส่งสินค้าภายในประเทศแล้ว โดยการใช้งานเริ่มต้นมุ่งเน้นภารกิจด้านการแพทย์และสาธารณสุข อาทิ การขนส่งยาและเวชภัณฑ์ การขนส่งตัวอย่างทางการแพทย์ และการเชื่อมต่อโรงพยาบาลกับพื้นที่ห่างไกลเพื่อสนับสนุนการเข้าถึงบริการที่จำเป็นของประชาชน ทั้งนี้ การพิจารณาอนุญาตจะคำนึงถึงระดับความเสี่ยง ลักษณะการปฏิบัติการบิน และมาตรการควบคุมความปลอดภัยเป็นสำคัญ

รูปแบบการขนส่งดังกล่าวสามารถพัฒนาจากการขนส่งทางอากาศไปยังจุดรับสินค้า แล้วส่งต่อด้วยยานพาหนะภาคพื้นดินในช่วงปลายทาง หรือ Last-mile Delivery ไปสู่การส่งตรงถึงผู้รับแบบ Point-to-point Delivery เมื่อเทคโนโลยีและมาตรการด้านความปลอดภัยมีความพร้อมมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการขนส่งให้ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

ในระยะต่อไป การขนส่งสินค้าระยะไกล การบินข้ามจังหวัด การเชื่อมต่อระหว่างภูมิภาค และการใช้อากาศยานรูปแบบใหม่ขนาดใหญ่ จะเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการที่มีความเสี่ยงสูง หรือ Certified Category โดย CAAT อยู่ระหว่างจัดทำกฎหมาย มาตรฐาน และหลักเกณฑ์การรับรองในช่วงปี 2569–2573 ระหว่างการพัฒนากฎระเบียบและมาตรฐาน สามารถดำเนินการทดสอบและทดลองบินในรูปแบบ Experimental Flight ภายใต้เงื่อนไขและมาตรการด้านความปลอดภัยที่เหมาะสม

ส่วนการนำ AAM มาใช้ขนส่งผู้โดยสาร ซึ่งครอบคลุมทั้งอากาศยานที่มีนักบินประจำอยู่บนอากาศยานและอากาศยานที่ไม่มีนักบินประจำอยู่บนอากาศยานนั้น CAAT อยู่ระหว่างติดตามเทคโนโลยี ศึกษามาตรฐาน และเตรียมแนวทางการรับรอง โดยยึดหลักว่าระดับความปลอดภัยต้องเทียบเท่าหรือสูงกว่าอากาศยานที่ให้บริการอยู่ในปัจจุบัน สำหรับแนวโน้มการใช้งานในอนาคต อาจเริ่มจากการเดินทางเชื่อมต่อสนามบิน ผ่านจุดขึ้นลงอากาศยานแนวดิ่ง หรือ Vertiport ไปยังจุดหมายปลายทาง ก่อนขยายพื้นที่ให้บริการเมื่อมีผู้ให้บริการและโครงสร้างพื้นฐานที่ได้มาตรฐานรองรับ

นอกจากนี้ CAAT ยังเตรียมความพร้อมด้านการบริหารห้วงอากาศระดับต่ำ ระบบบริหารการบินและการสื่อสาร ตลอดจนส่งเสริมระบบนิเวศด้านนวัตกรรมให้รองรับตั้งแต่การวิจัย การพัฒนาเทคโนโลยี การผลิต การทดสอบ ไปจนถึงการใช้งานจริง โดยมีแผนพัฒนาพื้นที่ทดสอบและทดลอง AAM ภายใต้แนวคิด Regulatory Sandbox จากสนามบินที่ไม่ได้ใช้งานประจำ เช่น สนามบินเพชรบูรณ์ สนามบินแพร่ และสนามบินแม่ฮ่องสอน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีควบคู่กับการกำกับดูแลอย่างเหมาะสม

การเตรียมความพร้อมดังกล่าวจะเชื่อมโยงกับบทบาทของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมวิชาการด้านการขนส่งทางอากาศรูปแบบใหม่ ครั้งที่ 2 หรือ The Second Advanced Air Mobility Symposium (AAM 2026) ซึ่งจัดโดยองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) โดยมี CAAT เป็นหน่วยงานเจ้าภาพและประสานงานหลักของไทย ระหว่างวันที่ 1–3 ธันวาคม 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายใต้แนวคิด “From Vision to Implementation: Enabling the AAM Ecosystem”

มุ่งผลักดันการพัฒนา AAM จากวิสัยทัศน์สู่การใช้งานจริงอย่างปลอดภัย โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 1,500 คน งาน AAM 2026 จะเป็นเวทีสำคัญที่เปิดให้ผู้กำหนดนโยบาย หน่วยงานกำกับดูแล ผู้ประกอบการ ผู้พัฒนาเทคโนโลยี และผู้เชี่ยวชาญจากนานาประเทศ ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และหารือแนวทางพัฒนา AAM ทั้งด้านมาตรฐานการกำกับดูแล โครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และการบูรณาการเข้ากับระบบการบิน

การเป็นเจ้าภาพในช่วงที่กรอบการพัฒนา AAM ของโลกกำลังก่อตัว จึงเป็นโอกาสให้ประเทศไทยมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางการบินแห่งอนาคต และนำองค์ความรู้จากเวทีนานาชาติมาต่อยอดการพัฒนาระบบที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ

ในด้านเศรษฐกิจ การจัดงานยังเป็นโอกาสในการแสดงศักยภาพของประเทศไทย เชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับผู้ผลิตและผู้พัฒนาเทคโนโลยีระดับโลก ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการวิจัย การพัฒนาบุคลากร และการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มโอกาสให้ไทยเข้าไปมีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมการบินรูปแบบใหม่ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจในระยะยาว

“การเป็นเจ้าภาพ AAM 2026 เป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะได้ร่วมกำหนดทิศทางการบินแห่งอนาคต ในช่วงที่ทั่วโลกกำลังพัฒนามาตรฐานและแนวทางการใช้งานเทคโนโลยีนี้ เราต้องการใช้เวทีนี้เชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับผู้พัฒนาเทคโนโลยีและนักลงทุนจากนานาประเทศ เพื่อสร้างความร่วมมือด้านการวิจัย พัฒนาบุคลากร และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจ พร้อมนำองค์ความรู้กลับมาพัฒนาระบบการบินของไทยให้พร้อมรองรับการใช้งานจริง ผลลัพธ์ที่เรามุ่งหวังคือประชาชนมีทางเลือกในการเดินทางและขนส่งที่ดีขึ้น ขณะที่ประเทศไทยสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมการบินรูปแบบใหม่ และมีบทบาทมากขึ้นในเวทีการบินโลก” ผู้อำนวยการ CAAT กล่าว